เว็บบอร์ดเป็นช่องทางในการต่อยอดธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมของไทยให้ความรู้คนในชุมชน

ในขณะที่โลกแห่งเทคโนโลยีก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูล ข่าวสารและสารสนเทศที่องค์กรจะต้องเกี่ยวข้อง รับรู้และจัดการรวบรวมก็มีมากขึ้นเป็นทวีคูณ ปัญหาที่องค์กรต้องเผชิญและแก้ไขมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ความรวดเร็วฉับไวของเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่งส่งต่อถึงอีกซีกโลกหนึ่งในชั่วพริบตา ศาสตร์และวิชาการกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถจะค้นหาและเรียนรู้ได้อย่างง่ายดายหากต้องการ   ความยากจึงไม่ใช่การค้นหาความรู้และข้อมูล แต่เป็นการทำความเข้าใจกับองค์ความรู้ (Knowledge) และความหมาย (Meaning) ต่าง ๆ อย่างถ่องแท้มากกว่า เพื่อให้เข้าใจความหมายของการจัดการความรู้ ความสัมพันธ์ระหว่างความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์และความเข้าใจ

p184sre2at16dn10q09gtdc51rd55

ประเด็นการส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลกให้ดีขึ้น มีความร่วมมือระหว่างประเทศมาแล้วจากหลายระดับ เช่น จากองค์การการค้าโลก จากประเทศภาคีในกลุ่ม APEC เป็นต้น แต่โดยทั่วไปการพิจารณายังคงเน้น ตัวผลิตภัณฑ์ ที่เป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อม มากกว่า กระบวนการผลิต ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ เครื่องจักรอุปกรณ์การผลิต  ที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดหรือบำบัดมลพิษ มากกว่าที่จะเป็น สินค้าขั้นสุดท้ายเพื่อการบริโภคของประชาชนประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายเพื่อการบริโภค และกระบวนการผลิต ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การพัฒนาศักยภาพการผลิตและส่งออกสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม โดยเน้นหนักไปที่การศึกษาศักยภาพการส่งออกสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อม 3 กลุ่ม ด้วยกัน ได้แก่ สินค้าเกษตรอินทรีย์ ธุรกิจบริการกำจัดขยะ และธุรกิจสถานพักแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง มี 6 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1. การพัฒนาผู้ประกอบการ ภาครัฐควรแสดงบทบาท ในการช่วยเหลือและการสร้างเครือข่ายของผู้ประกอบการเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ตลอดจนการพัฒนาบริการให้มีคุณภาพมากขึ้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย 2. การสนับสนุนทางการเงิน หรือเงินลงทุนในการจัดการธุรกิจและผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจูงใจในการพัฒนาธุรกิจ ของตนให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 3. การสร้างเครือข่าย ทั้งภายในประเทศ ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และนอกกลุ่มอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรของไทย 4. การกาหนดมาตรฐานการประกอบการและมาตรฐานการผลิต ด้วยมาตรการ ใบรับรองหรือฉลากสิ่งแวดล้อม ในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หรือบริการของผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบข้อมูล ในกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของธุรกิจตน 5. การใช้กลยุทธ์ทางการจัดการธุรกิจที่เชื่อมโยงกับชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจเป็นที่ยอมรับภายในชุมชนให้มากที่สุด 6. นโยบายของภาครัฐด้านการส่งเสริมการส่งออกและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ควรมีนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ควรขัดแย้งกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้ สินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อมของไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนทั้งในตลาดอาเซียน และนอกกลุ่มอาเซียน

การพัฒนาธุรกิจชุมชนคือคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในสังคม

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน

ประกอบด้วยกิจกรรมทางการผลิต กิจกรรมทางการขายผลผลิต กิจกรมการซื้อและการบริโภคของชุมชน และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการจ้าง ค่าเช่า และกำไรของชุมชน เนื่องจากเศรษฐกิจชุมชนก็คือพฤติกรรมของชุมชนในการใช้ทรัพยากรต่างๆเพื่อสนองความต้องการชุมชน เพราะความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด แต่ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นโลกมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นมนุษย์จึงต้องแสวงหาความรู้ต่างๆเพื่อทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดนั้นเพียงพ่อต่อความต้องการของมนุษย์ ซึ่งแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในสังคมไทยมีที่มาหลายทาง ส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดแบบสหกรณ์ และแนวคิดเกษตรผสมผสาน

ธุรกิจชุมชนเป็นหนึ่งในกิจกรรมการพัฒนาชุมชนที่มีหลากหลายแนวทาง แต่ภายหลังภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน ส่วนธุรกิจอื่นส่วนใหญ่มุ่งแสวงหาผลกำไรเป็นหลักและอาจจะไม่ให้ความสำคัญต่อผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและสังคมเท่าที่ควร แต่วิสาหกิจชุมชนเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน เป็นการประกอบการบนพื้นฐานการใช้ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างรู้คุณค่า เพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชน และระหว่างชุมชน โดยมุ่งประโยชน์ทางสังคมแก่ชุมชนมากกว่าการแสวงหากำไรสูงสุดมุ่งต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบการมีสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยในชุมชนและมุ่งต่อการรักษาระบบนิเวศของสังคมโดยรวม

ธุรกิจชุมชนเป็นกระบวนการทางสังคม

ที่ถูกคัดสรรสำหรับการนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังประสบและเตรียมการเพื่อสร้างรากฐานการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจให้แก่สังคมไทย โดยใช้รากเหง้าของวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคม จากความเชื่อว่าการพัฒนาธุรกิจชุมชนจะต้องใช้คนเป็นเป้าหมายและดำเนินการพัฒนาแบบองค์รวม หรือการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ จิตใจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การเมืองโดยใช้พลังทางสังคม ขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนา ในรูปแบบของกลุ่มเครือข่ายหรือประชาสังคม กล่าวคือเป็นการผนึกกำลังของทุกฝ่ายประกอบด้วย รัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาธุรกิจชุมชน

คือคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในสังคม เพราะธุรกิจชุมชนเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนได้มีโอกาสในการเรียนรู้วิธีการจัดการธุรกิจ การทำงานร่วมกันเพื่อตัวเองและเพื่อส่วนร่วมตลอดจนได้เรียนรู้ถึงการจัดการผลประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชน ทำให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง สิ่งสำคัญยิ่งของแนวคิดธุรกิจชุมชนภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือหลักการของพระพุทธศาสนาที่เน้นการพึ่งตนเอง เน้นความเป็นชุมชนและเน้นวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยที่ยึดมั่นในสัจจะ การทำความดี ความมีเมตตา การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการมีความสมานฉันท์

การปรับตัวให้อยู่รอดในธุรกิจ

การปรับตัวให้อยู่รอดในธุรกิจ

1. ดูแนวโน้มธุรกิจที่กระทรวงพาณิชย์ที่ www.moc.go.th
2. ศึกษาเรื่องราวธุรกิจ ธุรกิจระหว่างประเทศของไทย ที่ http://www.mfa.go.th/business/
3. ทำเว็บของคุณให้ ติดหน้าแรก google ติดหน้าแรกแบบมืออาชีพ
4. เลือกใช้บริษัทโปรโมทเว็บไซต์ ขั้นปลอดภัย ให้ติดหน้าแรก คุ้มค่า  ถูกวิธี ขึ้นเร็ว รับประกันอันดับ
5. โปรโมทเว็บ กับบริษัทโปรโมทเว็บเจ้าใหญ่เท่านั้น
6.ศึกษาวิธีโปรโมทเว็บเองบ้าง  ปรับแต่งเว็บให้ติดหน้าแรก วิธีโปรโมทถูกวิธี

ปัจจัยเรื่องการเพิ่มของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เงินเฟ้อ และค่าแรงขั้นต่ำ

ในการปรับเปลี่ยนการทำงานของ SMEs เพื่อลดผลกระทบจากการเพิ่มต้นทุนแรงงานนั้น จะปรับเปลี่ยนระบบการทำงานอย่างไรก็ตาม ระบบการทำงานนั้นจะต้องเอื้อให้คนที่มีความสามารถในระดับปานกลางสามารถทำงานได้ดี ทั้งนี้เนื่องจากไม่ว่าจะในงานใดๆก็ตาม เรามักจะได้คนทำงานส่วนใหญ่ที่มีความสามารถระดับปานกลาง โดยมีคนกลุ่มประมาณ 10-15% ที่มีความสามารถที่โดดเด่นเหนือเกณฑ์เฉลี่ย และอีกประมาณ 10-15% ที่มีความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ดังนั้นระบบการทำงานไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามจะต้องเอื้อให้คนในองค์กรอย่างน้อย 70–80% สามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมายของกิจการหรือสูงกว่าเป้าหมาย

สิ่งที่หนีไม่พ้นเลยก็คือต้นทุนของกิจการในประเทศจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยสำหรับค่าแรงนั้นดูเหมือนจะมีผลกระทบกับ SMEs มากกว่าธุรกิจในกลุ่มอื่น เนื่องจากต้นทุนของ SMEs ประมาณ 30 – 50% เป็นต้นทุนแรงงาน ดังนั้นการปรับขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ จะมีผลกระทบโดยตรงกับโครงสร้างต้นทุนของ SMEs ค่อนข้างมาก ดังนั้นผู้ประกอบการควรจะต้องปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อที่จะรองรับผลกระทบที่จะเกิดจากต้นทุนที่เพิ่มขี้นนี้ กล่าวคือด้วยจำนวนแรงงานเท่าเดิม ผลิตภาพของแรงงาน หรือ Productivity ของแรงงานจะต้องเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ไม่น้อยกว่าต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น เช่น หากต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 30% จากการปรับอัตราขั้นต่ำ

แนวคิดในการจัดการทรัพยากรบุคคลในปัจจุบันมักจะเน้นเรื่องการบริหารจัดการคนที่มีความสามารถโดดเด่น หรือ Talent การบริหารจัดการคนที่มีความสามารถในเกณฑ์เฉลี่ยมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากว่า เป็นการยากมากที่องค์กรใดจะมีแต่คนเก่ง หรือหากมีก็จะทำให้ต้นทุนแรงงานนั้นสูงลิ่ว (ซึ่งอาจจะเหมาะกับธุรกิจเฉพาะบางอย่างเท่านั้น) แต่โดยทั่วไปคนกลุ่มใหญ่ของพนักงานจะเป็นคนที่มีความสามารถอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของอุตสาหกรรมนั้นๆ

ดังนั้นระบบการทำงานที่ดี จึงจะต้องเป็นระบบการทำงานที่เอื้อให้คนโดยส่วนใหญ่ของบริษัทสามารถทำงานบรรลุตามเป้าหมายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านผู้ประกอบการคงต้องขบคิดแล้วว่าระบบการทำงานอย่างไรจึงจะเหมาะกับกิจการของท่าน ซึ่งการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานนั้นมีได้ตั้งแต่ การหาเทคโนโลยีใหม่เพื่อช่วยให้ทำงานได้คล่องขึ้น ตลอดจนระบบการให้ผลตอบแทนให้สอดคล้องกับลักษณะงาน

เคล็ดลับเล็กๆน้อยๆที่นักลงทุนเกี่ยวกับหุ้นทุกๆคนควรจะต้องมีกัน

ปัจจัยพื้นฐานที่นักลงทุนมือใหม่ควรหาให้เจอทั้งสิ้นว่าตัวเองชอบแบบใดและเหมาะกับแบบใดอีกทั้งต้องมีความรู้ถึงข้อควรระวังในการเล่นหุ้นด้วย หลายๆคนคงคิดว่าการเล่นหุ้นนั้นเป็นเรื่องยากหรือบางคนบอกว่าถึงมันจะยากแต่ก็ไม่ยากเกินที่เราจะเรียนรู้หรอก แต่ไม่ว่าคุณจะมีทัศนคติกับการลงทุนแบบไหน คุณจะรู้ว่ามันทั้งไม่ยากแถมยังเป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่ายอีกต่างหาก เคล็ดลับเล็กๆน้อยๆที่นักลงทุนทุกๆคนควรจะต้องมีกัน เป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินความเข้าใจและไม่ยากเกินความพยายาม อันได้แก่

- ปรัชญาการลงทุนของตัวเอง ปรัชญาก็เหมือนกับหลักการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลซึ่งแต่ละคนก็มีปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน สำหรับการลงทุนแล้วปรัชญาจะช่วยให้คุณผ่านพ้นปัญญาต่างๆทั้งที่คาดคิดและไม่คาดคิด ทำให้คุณไม่โอนอ่อนไปตามกระแสนิยมของตลาดหุ้นซึ่งมีอันตรายเป็นอย่างมาก อย่างเช่น ปรัชญาของวาเรน บัฟเฟต ที่จะซื้อเพื่อเป็นเจ้าของบริษัทนั้นๆ และจะไม่ขายเลยจนกว่าบริษัทนั้นๆจะไม่มีศักยภาพมากพอที่จะทำกำไรได้ต่อไปในอนาคต เป็นต้น

- ความรู้ เพราะความรู้เป็นปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์เราเพราะเราตั้งใจศึกษาเล่าเรียนมาก็เพื่อจะได้มีอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและคนที่เรารัก ซึ่งสำหรับความรู้ในการลงทุนก็ไม่ต่างจากความรู้ในชีวิตประจำวันของเราเลย ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ค่า P/E คืออะไร , ตลาดกระทิง คืออะไร , ตลาดหมี คืออะไร , หรือการเก็งกำไร คืออะไร เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับมือใหม่จะต้องรู้ทั้งนั้น ซึ่งวิธีการก็ไม่ยากเลย

- ต้นแบบที่ดี ถูกต้องแล้วครับตนแบบที่ดี เพราะการมีต้นแบบที่ดีก็เปรียบเหมือนกับการมีหางเสือที่ดีนั่นเอง อย่างเช่นหลายๆคนที่มีฮีโร่ประจำใจเป็นของตัวเอง เมื่อเจอปัญหาใดๆหรือเจออุปสรรคเราก็จะให้ปรัชญาของฮีโร่ของเราฟันฝ่าอุปสรรคไปได้นั่นเอง สำหรับการลงทุนก็เช่นเดียวกันคุณต้องหาให้่เจอว่าคุณจะมีสไตล์การเล่นหุ้นแบบใด เช่น จะเล่นแบบกราฟเทคนิค หรือ จะเล่นแบบเน้นคุณค่า จากนั้นคุณก็ต้องมีต้นแบบที่ดีอย่างเช่น

การลงทุนในหุ้น คือการซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนซึ่งให้สิทธิการเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ ตามจำนวนหุ้นที่ถือครอง แม้คำว่า “งบการเงิน” และ “การบัญชี” อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกกลัวและไม่อยากทำความเข้าใจกับมัน แต่นี่คือภาษาทางธุรกิจซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องรู้ก่อนจะลงทุนในหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง อย่างไรก็ตามนักลงทุนไม่จำเป็นต้องมีความรู้อย่างนักบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก็สามารถที่จะเข้าใจพื้นฐานของงบการเงินที่สำคัญสามอย่าง คือ งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด ที่ช่วยแสดงถึงผลการดำเนินงานและความมั่งคั่งของบริษัทได้

เมื่อนักลงทุนคิดว่าตัวเองได้พบบริษัทที่มีประสิทธิภาพ (เหนือกว่าบริษัททั่วไป) แล้ว สิ่งต่อมาที่นักลงทุนควรค้นหาก็คือ ราคาตลาดตอนนี้เป็นราคาที่นักลงทุนควรจะเข้าไปซื้อหรือไม่ เช่นเดียวกับการซื้อสินค้าเราคงไม่อยากซื้อสินค้าที่ดี แต่ราคาแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น หุ้นก็เช่นเดียวกัน นักลงทุนคงไม่ต้องการซื้อบริษัทในราคาที่แพงเกินความเป็นจริง การจะค้นพบบริษัทที่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าบริษัททั่วไปนั้น นักลงทุนจะต้องทำการบ้านหนักพอสมควรในการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ประกอบกับนักลงทุนบางคนอาจมองว่าการลงทุนด้วยตัวเองจะทำให้ไม่สามารถกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอได้เท่าที่ควร ทางออกที่นักลงทุนเหล่านี้เลือกจึงเป็นการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นแทนการลงทุนในหุ้นรายตัว